วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2566

โรคหัวใจและหลอดเลือด


 

โรคหัวใจและหลอดเลือด

โรคหัวใจและหลอดเลือด หมายถึง โรคหัวใจขาดเลือด (ischemic heart disease-IHD หรือ coronary artery disease) รวมทั้งโรคหลอดเลือดสมอง (cerebrovascular disease-CVD) และโรคหลอดเลือดส่วนปลาย (peripheral vascular disease) ประชากรที่มีความเสี่ยงต่อโรค หัวใจและหลอดเลือด คือ ผู้ที่เป็นโรคอ้วน ผู้ที่มีไขมันในเลือดผิดปกติ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ผู้ที่สูบบุหรี่ ดื่มสุรา และไม่ออกกําลังกาย ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้คือ กรรมพันธุ์ เพศ เผ่าพันธุ์ และอายุ ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ (dyslipidemia) คือ ระดับไขมัน ในเลือดที่มีคอเลสเตอรอลมากกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (มก./ดล) ระดับ HDL-cholesterol- C (HDL-C) หรือไขมันดี น้อยกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ระดับ LDL-cholesterol-C (LDL-C) หรือไขมันเลว มากกว่า 130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ระดับไตรกลีเซอไรด์ มากกว่า 150 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร ปัจจัยเสี่ยงNational Cholesterol Education Program: Expert Panel on Detection, Evalua- tion and Treatment of High Cholesterol in Adults (Adult Treatment Panel III) ได้กล่าวถึง ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งได้แก่

1. มีประวัติคนในครอบครัวที่มีการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดโดยเฉพาะผู้ชายที่มีญาติ เป็นโรคหัวใจขาดเลือดตั้งแต่อายุน้อยกว่า 55 ปี และในญาติผู้หญิงที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด เมื่ออายุน้อยกว่า 65 ปี

2. เพศ เพศชายมีโอกาสเกิดโรคหัวใจขาดเลือดมากกว่าเพศหญิง 3-5 เท่า

3. อายุ ในเพศชายที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป และในเพศหญิงในวัยหมดประจําเดือน ตั้งแต่อายุ 55 ปี

4. สูบบุหรี่

5. มีไขมันในเลือดสูง HDL - Cholesterol น้อยกว่า 40 มก./ดล.

6. โรคความดันโลหิตสูง (140/90 มิลลิเมตรปรอท)

7. โรคเบาหวาน

8. โรคอ้วน

 9. โรคเครียด

10. ขาดการเคลื่อนไหวและการออกกําลังกาย

การป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยง

1.จํากัดการรับประทานอาหารที่มีไขมันไม่ให้เกินร้อยละ 30 ของพลังงานทั้งหมด ที่ได้รับ หลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัว ซึ่งพบมากในไขมันสัตว์ น้ํามันมะพร้าวและน้ํามันปาล์ม ลดปริมาณ อาหารที่มีสารคอเลสเตอรอลซึ่งพบในอาหารพวกไข่แดง เครื่องในสัตว์ สมองสัตว์ ตับวัว ตับหมู อาหารทะเลหอยแครง หอยแมลงภู่ หอยนางรม ปลาหมึก ไข่ปลา ฯลฯ มีข้อมูลจากงานวิจัย ที่ผ่านมาพบว่าระดับคอเลสเตอรอลในเลือดมีส่วนสัมพันธ์ต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง 200 มก./ดล. หรือมีระดับ LDL-C 130 มก./ดล. ต้องจํากัดอาหารประเภทน้ําตาล ขนมหวาน กะทิ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด และออกกําลังกายสม่ําเสมอ และกรณี ที่คอเลสเตอรอลสูงและไตรกลีเซอไรด์สูง คือมี LDL-C และ VLDL สูง ต้องจํากัดการรับประทาน ไขมันอิ่มตัว (ไขมันสัตว์) ให้น้อยที่สุด ลดอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง และควรลดอาหารประเภท แป้ง น้ําตาล ขนมหวาน และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ควรรักษาอัตราส่วนของ HDL ต่อ LDL ให้พอเหมาะคือ 3 และไม่ควรเกิน 4

2.ควบคุมน้ําหนักไม่ให้เกินมาตรฐาน นักวิจัยพบว่าภาวะน้ําหนักเกินและโรคอ้วน มีความสัมพันธ์กับ   คอเลสเตอรอล โดยทําให้เกิดการเผาผลาญที่ผิดปกติ

3.เพิ่มปริมาณใยอาหาร ใยอาหารพบได้ในผัก ผลไม้ และธัญพืช ใยอาหารที่ละลาย น้ําได้ เช่น เพคตินในส้ม แอปเปิ้ล และมะนาว เบต้ากลูแคนในธัญพืช เช่น ข้าวโอ๊ต มีผลต่อ การลดระดับคอเลสเตอรอลในหลอดเลือดได้ โดยจะดูดซับเอากรดน้ําดีไว้ และขับออกมาใน อุจจาระ ทําให้ร่างกายต้องดึงคอเลสเตอรอลมาใช้เพื่อสร้างน้ําดี คอเลสเตอรอลในเลือดก็ลดลง

4.หมั่นออกกําลังกายและเคลื่อนไหว การออกกําลังกายแบบแอโรบิกมีผลต่อการ เพิ่มระดับของ HDL-C และลดระดับไตรกลีเซอไรด์ แต่ไม่มีผลต่อการลดระดับคอเลสเตอรอลรวม และ LDL-C การออกกําลังกายครั้งละ 30-60 นาที สัปดาห์ละ 2-5 ครั้ง จะมีผลทําให้อัตราการ เต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น 50-70% มีผลทําให้ระดับ HDL-C ขึ้นและ LDL-C ลดลง

5. งดการสูบบุหรี่ บุหรี่ไม่มีผลต่อการเพิ่มระดับ LDL-C แต่จะเป็นปัจจัยเสี่ยงร่วม ที่จะทําให้ระดับไขมันในเลือดเพิ่มขึ้นและระดับของ HDL-C ลดลง คาร์บอนมอนอกไซด์ในควันบุหรี่จะจับฮีโมโกลบิน ทําให้หัวใจได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ

6. เพิ่มการกินผักและผลไม้ โดยเฉพาะผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น เบต้าแคโรทีน วิตามินซี วิตามินอี พบมากในผักที่มีสีส้ม แสด เช่น แครอท ฟักทอง มะเขือเทศ กระเทียม หอม เป็นต้น สารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยลดระดับไขมันในเลือด และป้องกัน LDL จาก การออกซิเดชัน จึงเป็นการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดแข็ง

โรคความดันโลหิตสูง



 โรคความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ 3-4 เท่า และโรคหลอดเลือดของสมอง 7 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่มีระดับความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ ความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้น ร้อยละ 30 สําหรับความดันโลหิตที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 มม.ปรอท โรคไต โรคหลอดเลือดสมอง ทําให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ ความชุกของภาวะความดันโลหิตสูงจะพบได้ในเพศชายมากกว่า เพศหญิงและพบเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยพบในเพศชายที่อายุ 25 ปีขึ้นไป และในเพศหญิงอายุ 45 ปีขึ้นไป

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง

1. ภาวะอ้วนและการขาดการออกกําลังกาย น้ําหนักมีความสัมพันธ์กับความดันโลหิต ผู้ที่มีน้ําหนักเพิ่มขึ้นจะมีระดับความดันโลหิตสูงขึ้น คนอ้วนจะมีการคั่งของโซเดียมอยู่ในร่างกายมาก 2. ความเครียด พบว่าความเครียดทําให้ระดับความดันโลหิตเพิ่มขึ้น

3. การบริโภคสารอาหารโซเดียมมากเกินไป มีงานวิจัยจํานวนมากที่พบว่าปริมาณ โซเดียมในอาหารที่บริโภคมีความสัมพันธ์กับระดับความดันโลหิต และการลดการบริโภคโซเดียม สามารถช่วยลดความดันโลหิตได้

4. การบริโภคไขมันอิ่มตัวในปริมาณที่มาก

การป้องกันและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง

1. ลดน้ําหนักลง 10-15% ของน้ําหนัก

2. จํากัดปริมาณแอลกอฮอล์ (วิสกี้ 45 ซีซี ไวน์ 150 ซีซี หรือเบียร์ 2 กระป๋อง) 3. จํากัดโซเดียม 1.5 ถึง 2.5 กรัม/วัน (เกลือ 4 ถึง 6 กรัม) เพิ่มปริมาณกากใยอาหาร ให้มีปริมาณและมีความหลากหลายเพิ่มมากขึ้น โดยแนะนําให้บริโภคอาหารที่อุดมไปด้วยพืช/ผัก/ผลไม้ ลดปริมาณไขมันจากสัตว์

4. ควบคุมระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

5. จัดการกับความเครียดที่เหมาะสม ควรใช้เครื่องเทศและสมุนไพรเหล่านี้ในการปรุงรสแทนการใช้เครื่องปรุงรสที่มีโซเดียมสูง เช่น หอม กระเทียม กระชาย ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ใบโหระพา ใบแมงลัก ใบสะระแหน่ รากผักชี พริกไทย ลูกผักชี ยี่หร่า อบเชย ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ลูกกระวาน ใบกระวาน กานพลู เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการศึกษาทางด้านระบาดวิทยาและการศึกษาทดลองหลายการศึกษา ที่พบความสัมพันธ์ระหว่างความดันโลหิตและเกลือแร่ แคลเซียม โพแทสเซียมและแมกนีเซียม โดยพบความสัมพันธ์ทางลบระหว่างความดันโลหิตกับแคลเซียม โพแทสเซียมและแมกนีเซียม การได้รับแคลเซียมสูงขึ้นอาจจะช่วยในการป้องกันภาวะความดันโลหิตสูง การศึกษาทางด้าน ระบาดวิทยาพบความสัมพันธ์ทางลบของโพแทสเซียมกับความดันโลหิต แต่พบผลขัดแย้งกัน ในการทดลองทางคลินิก ถ้าได้รับโซเดียมจํานวนมากควรเพิ่มโพแทสเซียมด้วย เนื่องจากสัดส่วน ของโพแทสเซียม : โซเดียม ที่ทําให้ความดันโลหิตต่ําลง แมกนีเซียมยับยั้งการหดตัวของ กล้ามเนื้อลาย ช่วยขยายหลอดเลือด ซึ่งทําให้ระดับความดันโลหิตเป็นไปอย่างปกติ แต่ความ สัมพันธ์นี้ยังไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะสรุปได้

สรุปการป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูงคือรักษาน้ําหนักตัวให้คงที่ ลดอาหารเค็ม

อาหารหมักดอง อาหารกระป๋อง อาหารที่แปรรูป รับประทานผักและผลไม้เป็นประจําเพื่อเพิ่ม ปริมาณโพแทสเซียมและใยอาหาร ควรบริโภคไขมันชนิดไม่อิ่มตัวหลายตําแหน่ง ดื่มแอลกอฮอล์ ในปริมาณที่เหมาะสม

วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566

การควบคุมและดูแลรักษาสุขภาพของคนเป็นโรคเบาหวาน


1. อาหารคาร์โบไฮเดรตในการรักษาโรคเบาหวาน

•การจํากัดปริมาณคาร์โบไฮเดรตในอาหารน้อยกว่า 130 กรัมต่อวัน ไม่แนะนําในการรักษาโรคเบาหวาน (E)

• การติดตามประเมินการรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรต โดยใช้ วิธีการนับหน่วยคาร์โบไฮเดรต (carbohydrate counting) และการใช้รายการอาหารแลกเปลี่ยน (ภาคผนวก) ยังคงเป็นวิธีการหลักที่สําคัญที่ช่วยให้การควบคุมน้ําตาลได้ผลดี (A)การใช้อาหารที่มี glycemic index และ glycemic load จะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นบ้าง ถ้าพิจารณาเฉพาะคาร์โบไฮเดรตที่รับประทานเพียงอย่างเดียว (B) ถ้าจะใช้อาหารที่มีน้ําตาล sucrose เป็นส่วนประกอบในแผนการรับประทานอาหารของผู้ที่เป็นเบาหวาน อาจใช้น้ําตาลแทนอาหารที่เป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรตชนิดอื่นได้และถ้ารับประทานน้ําตาลเพิ่มขึ้นอกเหนือจากแผนการรับประทานอาหารที่ได้กําหนดไว้ ควรปรับปริมาณอินซูลินที่ได้รับหรือยาที่รับประทานให้เพียงพอ และควรคํานึงถึงพลังงานที่อาจได้รับ มากเกินไปจากน้ําตาลด้วย (A)

• ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานควรรับประทานอาหารที่มีใยอาหารให้หลากหลายเช่นเดียว กับคนปกติทั่วไป อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานหรือข้อมูลเพียงพอที่จะแนะนําให้ผู้ที่เป็นโรค เบาหวานรับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูงกว่าคนปกติทั่วไป น้ําตาลแอลกอฮอล์และสารให้ความหวานที่ไม่ให้พลังงาน (nonnutritive sweeteners) สามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัย

2. อาหารโปรตีนในการรักษาโรคเบาหวาน

ดังนั้นยังคงแนะนําให้ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานและมีการทํางานของไตที่ยังปกติ ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ ที่จะแนะนําให้ลดปริมาณโปรตีนจากอาหารที่รับประทานตามปกติ รับประทานโปรตีนในปริมาณปกติคือ 15-20% ของพลังงานที่ได้รับ (E) ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 การรับประทานโปรตีนไม่ทําให้ระดับของกลูโคส ในเลือดเพิ่มขึ้น แต่มีผลในการเพิ่มการตอบสนองของอินซูลินในเลือด ดังนั้นอาหารที่ให้โปรตีนจึงไม่ควรใช้ในการรักษาภาวะน้ําตาลต่ําเฉียบพลัน หรือป้องกันภาวะน้ําตาลต่ําในช่วงกลางคืน (A)

• อาหารที่มีโปรตีนสูงยังไม่แนะนําให้ใช้ในการลดน้ําหนักตัวในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน เนื่องจากผลระยะยาวของการรับประทานโปรตีนมากกว่า 20% ของพลังงานที่ได้รับในการรักษา โรคเบาหวานและการเกิดภาวะแทรกซ้อนยังไม่ทราบแน่ชัด แม้ว่าการรับประทานโปรตีนสูง อาจช่วยลดน้ําหนักตัวได้ในระยะสั้นและทําให้คุมน้ําตาลได้ดีขึ้น แต่ยังไม่มีข้อมูลที่บ่งถึงประโยชน์ ระยะยาวของการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง

4. แอลกอฮอล์กับโรคเบาหวาน

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานซึ่งเลือกที่จะดื่มแอลกอฮอล์บ้าง ควรจํากัดการดื่มแอลกอฮอล์ ในปริมาณปานกลางคือดื่มไม่เกิน 1 ดริ้งค์ต่อวันในผู้หญิง และไม่เกิน 2 ดริ้งค์ต่อวันในผู้ชาย (E): 1 ดริ้งค์ = ไวน์ 1 แก้ว (120 ซีซี), เบียร์ 1 ขวด (360 ซีซี), วิสกี้หรือเหล้า 1 ออนซ์ (30 ซีซี) เพื่อลดความเสี่ยงต่อการมีภาวะน้ําตาลต่ําในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานที่ฉีดอินซูลินควรดื่มแอลกอฮอล์พร้อมอาหาร (E)

• ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานที่ดื่มเฉพาะแอลกอฮอล์อย่างเดียวในปริมาณปานกลางจะไม่มี ผลทันทีต่อระดับน้ําตาลและอินซูลินแต่การรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตร่วมกับการดื่มแอลกอฮอล์ (ใน mixed drink) อาจจะเพิ่มระดับน้ําตาลในเลือดได้ (B)

5. จุลสารอาหาร (Micronutrients) ในการรักษาโรคเบาหวาน ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนถึงประโยชน์ของการเสริมวิตามินและเกลือแร่ในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานที่ไม่ได้มีการขาดสารอาหาร เมื่อเปรียบเทียบกับบุคคลทั่วไป (A) การรับประทานวิตามินเสริมป็นประจําในกลุ่มของ antioxidants เช่น วิตามินอี วิตามินซี และแคโรทีน ยังไม่แนะนําให้รับประทานเสริม เนื่องจากยังขาดหลักฐานถึงประสิทธิผล และความปลอดภัยของการเสริมวิตามินเหล่านี้ในระยะยาว (A)

• ประโยชน์ของการรับประทานโครเมียมเสริมในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานยังไม่ชัดเจน ดังนั้นจึงยังไม่แนะนําให้รับประทานโครเมียมเสริม (E)

6. โภชนบําบัดในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ควรปรับอินซูลินให้เหมาะกับแผนการรับประทานอาหาร และการออกกําลังกายเฉพาะของแต่ละคน (E) ผู้ที่ใช้ rapid acting insulin โดยการฉีดหรือใช้อินซูลินปั้ม ควรปรับอินซูลินในมื้อ อาหารและอาหารว่างตามปริมาณคาร์โบไฮเดรตในอาหาร (A) ผู้ที่ฉีดอินซูลิน fixed dose ทุกวัน ควรรับประทานคาร์โบไฮเดรตคงที่ในแต่ละวัน โดยปริมาณและเวลาที่รับประทานควรให้ใกล้เคียงกันทุกวัน (C)

• การออกกําลังกายที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า ควรปรับปริมาณอินซูลินให้เหมาะสม กับชนิดของการออกกําลังกายและระดับน้ําตาล ถ้าออกกําลังกายโดยที่ไม่ได้วางแผนไว้ก่อน อาจต้องรับประทานคาร์โบไฮเดรตเพิ่มขึ้น

7. โภชนบําบัดในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ควรส่งเสริมให้มีการปรับเปลี่ยนวิถีการดําเนินชีวิต โดยลดพลังงานจากอาหารที่รับประทานให้น้อยลง ลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานซ์ คอเลสเตอรอล และโซเดียม รวมทั้งเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย/ออกกําลังกาย ซึ่งจะช่วยให้ ระดับน้ําตาล ไขมัน และความดันโลหิตดีขึ้น (E)

• การติดตามประเมินระดับน้ําตาลในเลือดจะเป็นสิ่งที่ใช้พิจารณาในการปรับอาหาร

และมื้ออาหารว่าเหมาะสมกับการควบคุมระดับน้ําตาลที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่ หรืออาจจะต้อง ใช้ยาร่วมกับการใช้โภชนบําบัด (C)

ผู้สูงอายุที่อ้วนและเป็นโรคเบาหวาน การจํากัดพลังงานจากอาหารบ้างเล็กน้อย และการเพิ่มการเคลื่อนไหวและออกกําลังกาย อาจได้ประโยชน์ในการควบคุมน้ําหนักตัว (E) การเสริมวิตามินรวมทุกวัน อาจจะเหมาะสมในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่รับประทานอาหารน้อยลง 

โรคเบาหวาน



โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หาย และมีแนวโน้มว่าผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน จะเพิ่มมากขึ้นทุกปีในทุกกลุ่มอายุของคนไทย เป็นโรคที่มักพบในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ แต่สิ่งที่ น่าวิตกมาก คือปัจจุบันอายุเฉลี่ยของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานน้อยลง อัตราการเกิดโรคเบาหวาน ในเด็กเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยสาเหตุใหญ่ของการเป็นเบาหวานเกิดจาก ปัญหาโรคอ้วน ซึ่งมีผลมาจากวิถีการดํารงชีวิตของคนไทยที่เปลี่ยนไป ขาดการออกกําลังกายลดการทํากิจกรรมในชีวิตประจําวัน และพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เปลี่ยนไป โรคเบาหวานเป็นโรคที่สัมพันธ์กับอาหาร อาหารจึงเป็นหัวใจสําคัญที่ช่วยให้การรักษาได้ผลดียิ่งขึ้น การป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานเป็นสิ่งสําคัญในการดูแล รักษาโรคเบาหวาน ดังนั้นโภชนาการจึงมีบทบาทสําคัญทั้งในการควบคุมระดับน้ําตาล และลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานผู้ที่เป็นโรคเบาหวานควรเห็นความสําคัญของอาหารและโภชนาการ มีการเรียนรู้ เกี่ยวกับแบบแผนการบริโภคอาหาร การเลือกอาหารทั้งคุณภาพและปริมาณ สามารถดัดแปลง รายการอาหาร และปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมการบริโภคอาหาร สามารถอ่านฉลาก โภชนาการและเลือกซื้ออาหารได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม รวมทั้งสามารถดูแลตนเองได้ดี ซึ่งจะลดความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ โภชนบําบัดทางการแพทย์ (Medical Nutrition Therapy : MNT) การรักษาโรคเบาหวานประกอบด้วย 1. การให้โภชนบําบัดทางการแพทย์ 2. การใช้ยา 3. การออกกําลังกาย และ 4. การให้ความรู้ด้านโภชนาการ โภชนบําบัดทางการแพทย์เป็น หลักการที่สําคัญและเป็นหลักการแรกในการป้องกันและรักษาโรคเบาหวาน รวมทั้งป้องกันหรือชะลอภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน ซึ่งโภชนบําบัดทางการแพทย์มีความสําคัญ

 เป้าหมายหลักของการรักษาโรคเบาหวาน คือการรักษาสมดุลของน้ําตาลในเลือดให้ ใกล้เคียงกับระดับปกติมากที่สุด ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดปกติของไขมันในเลือด โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และโรคไตเรื้อรัง ดังนั้นวัตถุประสงค์หลักของการให้โภชนบําบัดในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานจึงมุ่งเน้นให้ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานได้รับโภชนาการที่เหมาะสมกับภาวะโภชนาการของแต่ละบุคคล ได้รับ ความรู้ในการปฏิบัติตัวด้านอาหารได้อย่างถูกต้อง สามารถประมาณปริมาณอาหาร สามารถดัดแปลงและกําหนดแบบแผนการบริโภคอาหารของตนเองได้อย่างเหมาะสม จุดมุ่งหมายของการรักษาด้วยโภชนบําบัดทางการแพทย์สําหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน (pre-diabetes) เพื่อลดความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวานและโรคหลอดเลือด หัวใจ โดยส่งเสริมให้เลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ร่วมกับการออกกําลังกาย เพื่อลดน้ําหนักตัวให้ได้อย่างต่อเนื่อง

จุดมุ่งหมายของการรักษาด้วยโภชนบําบัดทางการแพทย์สําหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน

1. เพื่อควบคุมและรักษา

-ระดับน้ําตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติหรือใกล้เคียงกับระดับปกติเท่าที่จะทําได้

-ระดับไขมันในเลือดเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

-ระดับความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติหรือใกล้เคียงกับระดับปกติเท่าที่จะทําได้ 2. เพื่อป้องกันหรือชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังจากโรคเบาหวาน โดยการปรับการรับประทานอาหารและปรับเปลี่ยนวิถีการดําเนินชีวิต

2. เพื่อตระหนักถึงความต้องการด้านโภชนาการเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละราย โดยคํานึงถึ ตัวบุคคล วัฒนธรรม ความต้องการ ความชอบ และความเต็มใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

3. เพื่อให้ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานมีความสุขกับการรับประทานอาหาร และหลีกเลี่ยงหรือจํากัดเฉพาะอาหารที่มีผลต่อโรคเบาหวาน ตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มี การที่จะวางแผนและให้โภชนบําบัดได้ถูกต้องและเหมาะสมกับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานแต่ละคนนั้น ควรมีการประเมินภาวะโภชนาการของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานก่อน รวมทั้งประเมิน อาหารที่บริโภค เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนการให้โภชนบําบัด และการให้คําปรึกษาแนะนํา ต่อไป โดยรวบรวมข้อมูลดังต่อไปนี้

คาร์โบไฮเดรต

รูปแบบและลักษณะของอาหารที่บริโภคตามปกติพลังงานที่ได้รับจากอาหารและการกระจายตัวของโปรตีน ไขมัน และการบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูง และอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง

ปริมาณไขมันและชนิดของไขมันที่บริโภค

ปริมาณใยอาหารที่บริโภค

การบริโภคผัก ผลไม้ ข้าว-ธัญพืชที่ไม่ขัดสี

การบริโภคถั่วเมล็ดแห้งและผลิตภัณฑ์จากถั่วเมล็ดแห้ง การบริโภคน้ําตาลและปริมาณน้ําตาลที่บริโภค

อาหารกระป๋อง

การบริโภคอาหารที่มีโซเดียมสูง อาหารเค็มจัด อาหารหมักดอง อาหารสําเร็จรูป

ความถี่ของการรับประทานอาหารนอกบ้าน

การรับประทานวิตามินและเกลือแร่เสริม

การดื่มสุรา และการสูบบุหรี่

ประสิทธิภาพของการให้โภชนบําบัดทางการแพทย์

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน (pre-diabetes) หรือผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ควรได้รับการดูแลด้านโภชนบําบัดทางการแพทย์ที่เหมาะสม และเฉพาะสําหรับแต่ละคน (individualized MNT) ซึ่งเป็นบทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรงของนักกําหนดอาหาร ที่มีความรู้และเชี่ยวชาญในการดูแลด้านโภชนาการและโภชนบําบัด (B)

การให้ความรู้และคําแนะนําปรึกษาในด้านอาหารและโภชนาการแก่ผู้ที่มีความ เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานหรือผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ควรให้เหมาะสม ตรงกับความต้องการ ของผู้ป่วยแต่ละคน ผู้ป่วยมีความเต็มใจในการปรับเปลี่ยน และสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรม นั้นๆ ได้ 

ปัญหาภาวะโรคอ้วน น้ำหนักเกินและการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย

ความสมดุลของพลังงาน ภาวะน้ําหนักเกิน และโรคอ้วน

1. ผู้ที่มีน้ําหนักเกินและผู้ที่เป็นโรคอ้วนจะมีความต้านทานหรือดื้อต่ออินซูลิน การลดน้ําหนักตัวสามารถทําให้ความต้านทานต่ออินซูลินดีขึ้น ดังนั้นการลดน้ําหนักตัวจึงเป็นข้อแนะนํา ในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน

2. โปรแกรมการลดน้ําหนักตัวซึ่งเน้นการปรับเปลี่ยนวิถีการดําเนินชีวิต ซึ่ง ครอบคลุมถึงการให้ความรู้ การลดพลังงานจากอาหารและไขมันที่รับประทาน (ประมาณ 30% ของพลังงานที่ได้รับ) การเคลื่อนไหวร่างกาย/ออกกําลังกายอย่างสม่ําเสมอและต่อเนื่องอย่าง สม่ําเสมอ (participant contact) สามารถลดน้ําหนักในระยะยาวได้ประมาณ 5-7% ของ น้ําหนักตัว เมื่อเริ่มต้น ดังนั้นการปรับเปลี่ยนวิถีการดําเนินชีวิตจึงเป็นหลักการแรกที่สําคัญ ในการลดน้ําหนักตัว

3. การจํากัดการรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ํากว่า 130 กรัมต่อวัน เป็นวิธี ที่ไม่แนะนําในการรักษาผู้ที่มีปัญหาน้ําหนักเกินและผู้ที่เป็นโรคอ้วน เนื่องจากผลระยะยาวของ การใช้อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ํายังไม่ทราบแน่นอน แม้ว่าการใช้อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ํา จะช่วยลดน้ําหนักตัวได้ในระยะสั้นก็ตาม แต่การที่จะรักษาหรือควบคุมน้ําหนักตัวที่ลดได้ อย่างต่อเนื่องก็ไม่แตกต่างไปจากการใช้อาหารที่มีไขมันต่ํา และผลกระทบต่อความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัด

4. การเคลื่อนไหวร่างกาย การออกกําลังกาย (physical activity) และการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมเป็นองค์ประกอบที่สําคัญในโปรแกรมการลดน้ําหนักตัว และเป็นองค์ประกอบที่ช่วย ให้คงการรักษาน้ําหนักตัวที่ลดได้อย่างต่อเนื่องและได้ผลดีที่สุด

การวางแผนการให้โภชนบําบัดในผู้ที่เป็นโรคอ้วน

1.กําหนดพลังงานอาหารที่รับประทานให้เหมาะสม เพื่อให้ผู้ที่เป็นโรคอ้วนสามารถ ควบคุมน้ําหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่ควรเป็น โดยลดน้ําหนักตัวให้ได้ประมาณ 5-10% ของน้ําหนัก


 2.ที่เป็นอยู่ในขั้นแรก และรักษาน้ําหนักที่ลดให้ได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งปรับวิถีการดําเนินชีวิต ให้ถูกต้องและเหมาะสมจะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนของโรคอ้วนได้ การให้โภชนบําบัดในการรักษา โรคอ้วน ใช้หลักการของ National Institute of Health 

3.กําหนดปริมาณโปรตีนประมาณ 10-20% ของพลังงาน โดยเน้นแหล่งของโปรตีน จากเนื้อสัตว์ที่มีไขมันน้อย ปลา ไก่ ถั่วเมล็ดแห้งและผลิตภัณฑ์จากถั่วเมล็ดแห้ง

4.กําหนดปริมาณไขมัน ชนิดของไขมันและคอเลสเตอรอลให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับไขมันในเลือดของแต่ละคน ผู้ที่มีความผิดปกติของระดับไขมันในเลือดควร ควบคุมระดับไขมันในเลือด โดยใช้หลักการของ TLC Diet (Therapeutic Lifestyle Changes Diet) ร่วมด้วย ดัง

5. กําหนดปริมาณคาร์โบไฮเดรตประมาณ 50% ของพลังงาน โดยใช้รายการอาหาร แลกเปลี่ยนและอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนร่วมในการวางแผนอาหาร

6.ลดปริมาณโซเดียมในอาหารสําหรับผู้ที่มีปัญหาความดันโลหิตสูง ลดโซเดียมให้

7.น้อยกว่า 2.4 กรัม หรือเท่ากับเกลือ 6 กรัม

8. ติดตามประเมินการบริโภคไขมันในผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูง

9.กําหนดและดัดแปลงอาหารให้เหมาะสมกับอาหารในท้องถิ่นของผู้ที่เป็นโรคอ้วน ให้รับประทานเป็นประจํา

ผู้ที่มีความผิดปกติของระดับไขมันในเลือด ควรให้โภชนบําบัดตามหลักการของ Therapeutic Lifestyle Change Diet (TLC diet) ดังแสดงในตารางที่ 7 ร่วมกับการลด ปัจจัยเสี่ยง เช่น เพิ่มการออกกําลังกาย ลดน้ําหนักตัว ลดความเครียด ลดการดื่มสุราและสูบบุหรี่ จะสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติของไขมันในเลือดและโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศ และเป็นปัญหาที่มักพบในผู้ที่เป็นโรคอ้วนและโรคเบาหวาน

ปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับอาหารและการดูแลด้านโภชนาการ

โรคอ้วน

โรคอ้วนเป็นภาวะที่ร่างกายมีไขมันในร่างกายมากเกิน เนื่องมาจากได้รับพลังงานจากอาหารมากเกินกว่าที่ใช้ พลังงานส่วนเกินจะถูกเก็บสะสมไว้ในรูปของไขมัน จึงทําให้ร่างกาย มีน้ําหนักมากกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ อาทิ โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคข้อเสื่อม รวมถึงโรคมะเร็ง นอกจากนี้ผู้มีปัญหาโรคอ้วนยังประสบ ปัญหาทางด้านจิต สังคม และหน้าที่การงานร่วมด้วย สร้างปัญหาทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ ได้อีกทางหนึ่งปัจจุบันแนวโน้มการบริโภคอาหารของคนไทยเปลี่ยนไป มีการยอมรับวัฒนธรรมการบริโภคอาหารตะวันตกมากขึ้นมากขึ้นการบริโภคอาหารของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปเป็นแบบสังคมเมืองโดยเน้นความสะดวกสบายและรวดเร็วเป็นหลัก มีการรับประทานอาหารนอกบ้าน มากขึ้น นิยมรับประทานอาหารปรุงสําเร็จรูป อาหารเร่งด่วนหรืออาหารฟาสต์ฟู้ดเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะพฤติกรรมการรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดจากตะวันตก ซึ่งมีระดับของพลังงานที่สูง อีกทั้งยังขาดการออกกําลังกายที่เพียงพอ ซึ่งมีส่วนทําให้เกิดโรคอ้วนได้ง่าย และนํามาซึ่งสาเหตุ การเพิ่มจํานวนของโรคเบาหวานที่เกิดขึ้นทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจํานวนเด็กและวัยรุ่นที่เป็นโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้นคนไทยกําลังประสบปัญหาทางสุขภาพสําคัญที่เรียกว่าโรคอ้วนลงพุง หรือเมตาโบลิกชินโดรม (metabolic syndrome) ปัจจัยทางด้านรูปแบบการกินอาหาร หรือบริโภคนิสัยที่ ไม่เหมาะสม และการไม่ออกกําลังกาย ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมและวิถีการดําเนินชีวิตที่เป็น สาเหตุหลักของการเกิดโรคอ้วนลงพุง พฤติกรรมการกินอาหารของคนไทยที่เปลี่ยนไป กินอาหารที่มีไขมัน โปรตีน และน้ําตาลสูง แต่มีใยอาหารต่ํา มีรสเค็มจัด และเป็นอาหารที่ผ่านขบวนการเป็นส่วนมาก ประกอบกับการบริโภคในปริมาณที่มาก และไม่ได้ออกกําลังกาย ทําให้มีผลกระทบ ต่อภาวะสุขภาพในเชิงลบ นําไปสู่การเจ็บป่วยและการตายด้วยโรคอ้วน โรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศในขณะนี้ทิศทางการป้องกันโรคอ้วนลงพุง หรือ เมตาโบลิกซินโดรม ในปัจจุบันได้หันมาให้ความ สําคัญของการปรับเปลี่ยนวิถีการดําเนินชีวิต ที่รวมถึงการบริโภคอาหารและการออกกําลังกาย เป็นหลัก คําแนะนําต่างๆ จะเน้นที่รูปแบบการกินอาหาร โดยให้ความสําคัญของรูปแบบการ กินอาหารที่มาจากพืชเป็นหลัก เช่น การบริโภคผัก ผลไม้ และธัญชาติที่ขัดสีแต่น้อย เป็นประจํา เพื่อให้มีโอกาสได้รับใยอาหารในปริมาณที่มากขึ้นเพื่อป้องกันการเกิดโรคดังกล่าว เน้นการบริโภค เนื้อสัตว์ในปริมาณน้อย เนื้อสัตว์ส่วนใหญ่ได้จากปลา ส่วนไขมันที่แนะนําจะเน้นที่คุณภาพ ของไขมัน โดยแนะนําให้บริโภคอาหารที่เป็นแหล่งของไขมันไม่อิ่มตัวทั้งชนิดที่เป็น mono - และ polyunsaturated fat ในปริมาณที่เหมาะสม กินผักมากขึ้น ลดอาหารหวาน มัน เค็ม และกิน อาหารให้หลากหลาย

1. เป้าหมายของการลดน้ําหนัก การป้องกันการเพิ่มและการรักษาน้ําหนักตัว ปกติการตั้งเป้าหมายของการลดน้ําหนักคือ 10% ของน้ําหนักตัว มีความเป็นไปได้ ถ้าทําอย่างจริงจังและต่อเนื่อง อัตราการลดน้ําหนักไม่ควรเกิน 0.5 กิโลกรัม/สัปดาห์ (ปริมาณ พลังงานในการเผาผลาญไขมัน 7700 กิโลแคลอรี/ก.ก.) ดังนั้นในเวลา 6 เดือน การเผาผลาญ ไขมันจะทําให้น้ําหนักลด 2-3 กิโลกรัม หลังจากนั้นมักจะไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงน้ําหนักมากนัก เนื่องจากมีการใช้พลังงานของร่างกายลดลงเมื่อน้ําหนักลด การที่จะลดน้ําหนัก 10% ในช่วง 6 เดือน มีข้อแนะนําว่า คนที่น้ําหนักเกิน ควรลด 300-500 กิโลแคลอรี/วัน คนที่อ้วนควรลด 500-1000 กิโลแคลอรี/วัน การลดน้ําหนักทําได้ในหลายลักษณะ คือลดการบริโภคอาหาร เพิ่มการใช้พลังงาน ด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายและออกกําลังกาย รวมทั้งการปรับพฤติกรรม

2. ลดการบริโภคอาหาร การลดปริมาณไขมันและลดปริมาณพลังงานที่ได้รับต่อวัน การบริโภคอาหารที่มี

พลังงานเท่าเดิม (Isocaloric diet) โดยการลดไขมันและทดแทนด้วยคาร์โบไฮเดรต ซึ่งให้ปริมาณพลังงานเท่าเดิมนั้น ช่วยลดปริมาณไขมันที่ร่างกายได้รับ แต่ไม่ได้ช่วยลดน้ําหนัก เนื่องจาก ปริมาณพลังงานยังเท่าเดิม ดังนั้นการปรับเปลี่ยนชนิดของอาหารที่บริโภคนั้นยังไม่พอ ควรลด การบริโภคอาหารลงด้วย

3. เพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกายการลดน้ําหนัก ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการลดปริมาณพลังงานจากอาหารที่ได้รับ ร่วมกับการเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกายจะช่วยป้องกันไม่ให้น้ําหนักที่ลดนั้นเพิ่มกลับมาอีก และ

ยังช่วยระบบหัวใจหลอดเลือด ลดความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวาน ซึ่งดีกว่าการลดการบริโภค อาหารเพียงอย่างเดียว การเคลื่อนไหวและออกกําลังกายควรเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ช้าๆ แต่ให้ ทําประจําและสม่ําเสมอการออกกําลังกายจะทําต่อเนื่องกัน หรือจะแบ่งเป็นช่วงสั้นๆ ซึ่งเมื่อนับรวมกันแล้ว ได้ผลลัพธ์ไม่ต่างกัน (หรือที่เรียกกันว่าออกกําลังกายสะสม) ซึ่งงานวิจัยโดยให้อาสาสมัครที่ ออกกําลังกายวันละ 30 นาที 3 วัน/สัปดาห์ เทียบกับอาสาสมัครที่ออกกําลังกาย 3 ครั้ง ครั้งละ 10 นาที รวมเป็น 30 นาทีต่อวัน 3 วัน/สัปดาห์ ให้ผลไม่ต่างกัน รวมทั้งการออกกําลังกาย แบบด้านแรง ผลที่ได้เมื่อเทียบการฝึก 1 เซ็ท กับ 3 เซ็ท พบว่าเพิ่มความแข็งแรงกล้ามเนื้อและ เป็นประโยชน์ต่อสมรรถภาพร่างกาย กล่าวโดยสรุปการออกกําลังกายแบบสะสม (accumulated physical activity) ช่วยได้เช่นกัน และยังมีความเป็นไปได้ในการที่จะแนะนําสําหรับผู้ที่ไม่มีเวลา ซึ่งสามารถแบ่งทําเป็นช่วงสั้นๆ

4. ปรับพฤติกรรม การปรับพฤติกรรมจะเกิดขึ้นเมื่อคนๆ นั้นมีประสบการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมทําให้เห็นผลที่ดีขึ้น (self experience approach) ทําให้มีความมั่นใจว่าตัวเองทําได้ และเมื่อได้รับความชื่นชมจากผู้คนและสังคมรอบด้าน การเป็นแบบอย่างให้ผู้อื่น รวมทั้งการตอกย้ํา (reinforcement) และการให้รางวัล (reward) จะสร้างพลังแห่งความเชื่อมั่น การปรับเปลี่ยน พฤติกรรมจําเป็นต้องเป็นการดูแลตนเอง (self monitoring) ทั้งเรื่องการดําเนินชีวิต การบริโภค อาหาร การเคลื่อนไหวและออกกําลังกาย ตลอดจนการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ อาหารตามกระแส : อาหารจานด่วน (fast food) ในสังคมอันเร่งรีบและความเป็นโลกาภิวัตน์ ทําให้วัฒนธรรมการบริโภคอาหารมีความคล้ายคลึงกันแทบจะทั่วโลก เราจะเห็นร้านอาหารจานด่วนจากประเทศตะวันตก หรือแม้แต่แถบเอเชียเองที่มีสาขาทั่วไปในประเทศไทย หรือแม้แต่อาหารจานเดียวของไทยก็เป็นอาหารจานด่วนมากมายในฐานะผู้บริโภคจําเป็นต้องมีความรู้และความเข้าใจในการเลือกอาหารบริโภค แน่นอน ที่การเลือกอาหารมีปัจจัยหลายอย่าง นอกเหนือจากคุณค่าอาหารว่าคุ้มกับเงินที่จ่าย ยังรวมถึงความสะดวก รสชาติ การส่งเสริมการขายด้วยการลดแลกแจกแถม การตลาดและการประชาสัมพันธ์ จากการศึกษาวิจัยของสถาบันวิจัยโภชนาการที่สอบถามถึงการเลือกอาหารของเด็ก นักเรียนชาย / หญิง อายุ 7-12 ปี ในโรงเรียนระดับกลางของกรุงเทพมหานคร พบความแตกต่าง ของเด็กหญิง / ชาย ในการเลือกอาหาร เด็กชาย 60% ชอบขนมกรุบกรอบเป็นถุงมากกว่าเด็กหญิง (48%) 19% ของเด็กชายจะชอบขนมปังและเบเกอรี่ ขณะที่เด็กหญิงชอบขนมประเภทนี้ถึง 34% และ 18% ของเด็กชายชอบขนมหวาน ขณะที่เด็กหญิงให้ความสําคัญกับผลไม้ถึง 23% การเลือกอาหารจะไม่มีความแตกต่างของหญิง/ชาย โดยที่ 22% เลือกอาหารปลอดภัย 21% เลือกอาหารที่มีประโยชน์กับสุขภาพ 16% เลือกรสชาติที่ดี และส่วนที่เหลือจะเป็นเรื่องของราคา 3% ความสะดวก 2% และความชอบ 5% อย่างไรก็ดีการคํานึงถึงคุณค่าและประโยชน์ของอาหาร จําเป็นต้องมีข้อมูลโภชนาการ เพื่อให้ผู้บริโภคได้ตัดสินใจ แต่เนื่องจากอาหารไทยมักจะไม่มีสัดส่วนที่แน่นอน ขึ้นกับความพึงพอใจ และรสชาติที่ชอบ ข้อมูลคุณค่าอาหารจึงขึ้นกับชนิด การปรุง รวมทั้งปริมาณอาหาร อาหารจานด่วนของต่างชาติมักจะมีสัดส่วนที่แน่นอน ซึ่งสะดวกในการได้ข้อมูลคุณค่า อาหารและโภชนาการ อย่างไรก็ดีอาหารจานด่วนที่มาจากทางตะวันตก นอกจากจะมีโปรตีนสูง มักจะมีไขมันสูงด้วย รวมทั้งการมีปริมาณโซเดียมสูง ดังนั้นปริมาณพลังงานของอาหาร (energy density) จึงมักสูงตามไปด้วย ดังแสดงในตารางที่ 5 แสดงตัวอย่างคุณค่าอาหารจานเดียว ของไทย เทียบกับอาหารจานด่วนของทางตะวันตก

อาหารเพื่อสุขภาพ (Healthy eating diet)


ในการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพนั้น เราควรบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่และให้มีความ หลากหลาย มีไขมันต่ํา คอเลสเตอรอลต่ําและมีเส้นใยอาหารสูงตามหลักโภชนบัญญัติ 9 ประการ เลือกบริโภคอาหารอย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อความต้องการในแต่ละวันและวัยของตนเอง ตามหลักของธงโภชนาการ สารอาหารที่ร่างกายต้องการมากกว่า 40 ชนิดตลอดชีวิตของคนเรานั้น ก็มาจากอาหารหลัก 5 หมู่ คือ โปรตีนคาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุ แต่ปริมาณ เท่านั้นที่แตกต่างไป เช่น สารอาหารที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษในวัยสูงอายุคือ โปรตีน แคลเซียม วิตามินดี วิตามินซี ธาตุเหล็ก วิตามินเอ กรดโฟลิก วิตามินบี 12 สังกะสี กากใยอาหารและ น้ํา ขณะเดียวกันอาหารที่ควรระวังคืออาหารที่มีไขมัน นอกจากจะระวังในปริมาณอาหารที่กินในแต่ละมื้อแล้ว ยังต้องระวังอาหารประเภทไขมันสูงและโซเดียมสูง เพราะอาหารไขมันสูงจะก่อให้เกิดโรคอ้วนและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งลําไส้ใหญ่และมะเร็งในต่อมลูกหมาก การลดอาหารไขมันจึงมีความสําคัญในการลดน้ําหนัก และลดอัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจหลอดเลือด ความดัน และโรคมะเร็ง ผู้ที่มีโภชนาการดี จะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานและลดปัญหาด้านสุขภาพและอยู่อย่างมีคุณภาพ

ข้อปฏิบัติการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย

1. กินอาหารครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่ให้หลากหลาย และหมั่นดูแลน้ําหนักตัว ไม่กิน อาหารชนิดเดียวกันซ้ําๆ แต่เลือกชนิดต่างๆ หมุนเวียนกันไปในแต่ละวัน เพื่อให้ได้สารอาหาร ครบถ้วน เกณฑ์น้ําหนักตัวที่เหมาะสมใช้ค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI (Body Mass Index) เป็นตัวชี้วัด ซึ่งจะบอกให้ทราบว่าคนๆ นั้นผอมไป หรืออ้วนไป หรือน้ําหนักกําลังพอดี

2. กินพืชผักให้มากและกินผลไม้เป็นประจํา ผักและผลไม้อุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร และเป็นแหล่งวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ เช่น วิตามินบี 2 และบี 6 กรดโฟลิก แมกนีเซียม ทองแดงและโพแทสเซียม โพแทสเซียมช่วยลดความดัน แคลเซียมป้องกันโรคกระดูกพรุน ธาตุเหล็กป้องกันโรคโลหิตจาง ผักที่มีเหล็กสูง เช่น ถั่วฝักยาว ใบแมงลัก ใบกะเพรา พริกหวาน ตื่นช่าย ผักกูด ผักแว่น ขมิ้นขาว ผักที่มีแคลเซียมสูง เช่น ชะพลู ใบยอ ผักคะน้า ผักกะเฉด ตําลึง ถั่วลันเตา ผักกาดเขียว ใบแมงลัก ดอกโสน ยอดแค ยอดสะเดา พริกไทยอ่อน ใบย่านาง มะเขือ พวง ผักผลไม้ที่มีสีเหลืองและสีส้ม เช่น แครอท ฟักทอง มะเขือเทศเหลือง ส้ม มะม่วงสุก มะละกอ สับปะรด จะมีวิตามินที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น เบต้าแคโรทีน หรือ วิตามินเอ ซี อี ซึ่งจะช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายและผิวพรรณโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ

3. กินปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และ ถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจํา ปลาเป็นแหล่งอาหาร โปรตีนที่ดี ย่อยง่าย มีไขมันต่ํา มีฟอสฟอรัสสูง ในปลาทะเลทุกชนิดมีสารไอโอดีน ปลาทะเล น้ําลึกมีกรดโอเมก้า 3 ซึ่งช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้ การกินเนื้อสัตว์ไม่ติดมันจะช่วย ลดปริมาณไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลเป็นการป้องกันโรคหัวใจ ผู้สูงอายุที่มีภาวะโภชนาการ ปกติสามารถกินไข่สัปดาห์ละ 3 ฟอง ควรกินไข่ที่สุก ในปัจจุบันมีไข่โอเมก้า 3 และไข่ DHA ออก วางจําหน่าย ไข่โอเมก้า 3 มีคุณสมบัติช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์และลดการเกาะตัวของ เกล็ดเลือด สําหรับไข่ DHA คือไข่ที่มีปริมาณกรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (docosahexaenoc acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันจําเป็นที่เป็นส่วนประกอบของเซลล์สมอง ถั่วเมล็ดแห้ง เช่น ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดํา ผลิตภัณฑ์ที่ทําจากถั่วเมล็ดแห้ง ได้แก่ เต้าหู้ เต้าเจี้ยว น้ํานม ถั่วเหลือง และอาหารที่ทําจากถั่วเป็นแหล่งของโปรตีน เหล็ก กรดโฟลิก วิตามินอี และใยอาหาร สูง ถั่วเหลืองจะมีสารไอโซเฟลโวนส์ที่ช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม โปรตีนถั่วเหลืองยังให้ผลในการ ช่วยลดคอเลสเตอรอลเมื่อรับประทานในปริมาณมากพอ

4. ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย เช่น นม โยเกิร์ต ประกอบด้วยแร่ธาตุที่สําคัญ คือ แคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง นอกจากนี้แคลเซียมยังช่วย ป้องกันโรคกระดูกพรุน ความดันโลหิตสูง และมะเร็งในลําไส้ใหญ่ สําหรับผู้สูงอายุควรเลือก ดื่มผลิตภัณฑ์นมพร่องมันเนย หรือนมขาดไขมัน ควรดื่มนมวันละ 1-2 แก้ว ควบคู่ไปกับการออกกําลังกาย

5. งดหรือลดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ การดื่มมากไปจะทําอันตรายต่อตับ เพิ่ม ความดันโลหิต เส้นเลือดในสมองแตก กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอ ทําลายสมอง และนําไปสู่มะเร็ง ชนิดต่างๆ เช่น โรคมะเร็งของหลอดอาหาร นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เพราะ แอลกอฮอล์มีฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง โดยจะไปกดสมอง ศูนย์ควบคุมสติสัมปชัญญะ และศูนย์หัวใจ ทําให้ขาดสติ เสียการทรงตัว สมรรถภาพการทํางานลดน้อยลง ถ้าหากงดดื่มได้ จะเป็นผลดีต่อสุขภาพ