วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566

ความพอเพียงของพลังงาน

 


พลังงานความต้องการพลังงานจะขึ้นกับพลังงานที่ใช้ โดยพิจารณาจากผลลัพธ์ของสมดุล

ในผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ เกณฑ์ที่บอกถึงความพอเพียงของพลังงานที่ได้รับ คือ น้ําหนัก คงที่ (เปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อยแต่ละวัน 0.5 - 1.0 กิโลกรัมเป็นเรื่องปกติ) เกณฑ์น้ําหนักตัว เป็นปัจจัยที่บ่งบอกถึงพลังงานที่ได้รับ และถ้าจะให้มีความแม่นยํายิ่งขึ้น การประเมินการ เปลี่ยนแปลงปริมาณไขมันที่เพิ่มขึ้น โดยน้ําหนักยังคงที่ก็เป็นไปได้ และควรปรับปรุงโดยการออกกําลังกายแบบแอโรบิกและแบบด้านแรง เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและคงสภาพกล้ามเนื้อ ความต้องการพลังงานจะขึ้นกับการใช้พลังงาน โดยที่ค่าเฉลี่ยที่กําหนดในแต่ละกลุ่มที่เพิ่มขึ้นหรือลดเป็นบรรทัดฐานในการเพิ่มหรือลดสัดส่วนเพื่อให้ได้ตามการใช้พลังงานที่มากขึ้นหรือน้อยลง การกําหนดการได้รับพลังงานจากอาหารเป็นไปตามระดับการใช้พลังงานร่างกาย ดังนั้น ผู้ที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหวและออกกําลังกายควรได้รับพลังงานที่น้อยกว่าที่กําหนดในแต่ละกลุ่มอายุขณะที่ผู้ที่ใช้พลังงานมาก เช่น ผู้ที่ออกกําลังกายสม่ําเสมอหรือนักกีฬาควรได้รับพลังงาน เพิ่มขึ้น 

ฉลากโภชนาการ

อาหารที่ผลิตเป็นอุตสาหกรรมออกสู่ตลาดนั้น การเลือกซื้อของผู้บริโภคได้รับการดูแล จากสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (Food and Drug Administration) ในการที่จะควบคุม ดูแลให้มีการแจ้งคุณค่า ของอาหารของผลิตภัณฑ์นั้นด้วย การทําความเข้าใจและการอ่านฉลาก โภชนาการเป็นสิ่งจําเป็น และเป็นสิทธิของผู้บริโภคในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ซึ่งฉลากจะ บอกข้อเท็จจริงด้านโภชนาการ (nutrition facts) ว่าผลิตภัณฑ์นั้นประกอบด้วย

1. จํานวนที่ส่วนบริโภค

2. สารอาหารในแต่ละส่วนบริโภค และร้อยละของที่ควรจะได้รับในแต่ละวัน โดยอิง กับปริมาณ เช่น พลังงาน 2,000 กิโลแคลอรี/วัน ปริมาณพลังงาน (กิโลแคลอรี) ปริมาณไขมัน(กรัม) คอเลสเตอรอล (มิลลิกรัม) โซเดียม (มิลลิกรัม) คาร์โบไฮเดรต (กรัม) ใยอาหาร (กรัม) น้ําตาล (กรัม) โปรตีน (กรัม)

3. ปริมาณวิตามิน เกลือแร่ว่าเป็นร้อยละของที่ควรจะได้

4. ปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับของพลังงาน 2,000 และ 2,500 กิโลแคลอรี /วัน เพื่อเปรียบเทียบกับที่ได้รับในหนึ่งส่วนบริโภคของผลิตภัณฑ์

5. ค่าพลังงานว่าพลังงานคิดจากปริมาณคาร์โบไฮเดรต x 4 กิโลแคลอรี ไขมัน x 9 กิโลแคลอรี และโปรตีน x 

นอกจากข้อมูลกล่าวอ้างด้านเอกสาร (nutrition claims) ที่บอกถึงปริมาณสารอาหาร และร้อยละของความต้องการดังกล่าวมาแล้ว FDA (สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา) ยังให้มีการแสดงถึงการกล่าวอ้างด้านสุขภาพ (health claims) ซึ่งบอกถึงความสัมพันธ์ดังกล่าว ได้ผ่านการตรวจสอบมาแล้วว่า

1. เป็นสารอาหารหรือสารเคมีที่สัมพันธ์กับการเกิดโรคในกลุ่มที่เสี่ยง

2. ความสัมพันธ์ดังกล่าวมีการทดสอบและการยืนยันมาจากการศึกษาวิจัยที่เชื่อถือได้ในท้องตลาด การอ่านให้เข้าใจฉลากโภชนาการเป็นสิ่งสําคัญในการเลือกผลิตภัณฑ์อาหารซึ่งมีขาย อย่างไรก็ดีอาหารที่ปรุงสําเร็จพร้อมบริโภครวมถึงอาหารที่ปรุงเองในครัวเรือนก็จําเป็น ต้องเข้าใจแนวคิดและหลักการเลือกอาหารที่ถูกหลักโภชนาการและหลักสุขอนามัยทางอาหาร เพื่อให้ได้สารอาหารที่ดีต่อสุขภาพ หลีกเลี่ยงสารพิษ และได้สารอาหารหลากหลายและพอเพียงเกณฑ์ชี้วัดภาวะโภชนาการ ปัญหาการมีน้ําหนักเกิน อ้วนจําเป็นต้องมีเกณฑ์บอกที่ชัดเจน เพื่อหากลุ่มเสี่ยงในการ ดําเนินการเฝ้าระวังไม่ให้ปัญหามากขึ้น การรักษานั้นจําเป็นต้องทําการประเมิน (assessment) เพื่อบอกดีกรีของความอ้วน และบอกถึงปัจจัยเสี่ยงสุขภาพต่างๆ จากนั้นใช้การดําเนินการ/บริหาร จัดการ (management) ซึ่งจะรวมถึงการควบคุมน้ําหนักไม่ให้เพิ่ม การลดน้ําหนักให้ได้ และรักษา คงไว้ ไม่ให้กลับเพิ่มขึ้นมาอีก (weight regain) ดังนั้นความสําเร็จของการดําเนินการต้องการ การดูแลและเฝ้าระวังในระยะยาว ก่อนอื่นต้องทราบถึงเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินความอ้วนผอมก่อน เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน

1. มวลร่างกาย (Body Mass Index, BMI) บอกถึงน้ําหนัก (กก.) หารด้วยความสูง (เมตร) ยกกําลังสอง ว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจหรือไม่ เนื่องจาก BMI ที่เพิ่มขึ้นจากจุดตัดที่กําหนด มีผลทําให้เกิดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังไม่ติดต่อ การเฝ้าระวังไม่ให้ BMI สูงเกินไปเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

2. เส้นรอบพุง นอกจากการดูแลน้ําหนักตัว สิ่งที่ต้องทําควบคู่กันไปก็คือดูแล เส้นรอบพุง เพราะไขมันที่สะสมส่วนพุงมากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ ไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน ผู้หญิงเส้นรอบพุงไม่ควรเกิน 32 นิ้ว ส่วนผู้ชายไม่เกิน 36 นิ้ว ไขมันที่เพิ่มขึ้นใน ส่วนพุงมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการทํางานของฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งทําหน้าที่ควบคุมระดับน้ําตาล ในเลือด และทําให้เกิดการดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งจะส่งผลให้เป็นโรคเบาหวานและโรคไม่ติดเชื้อ เรื้อรังอื่นๆ

แนวคิดในการเลือกอาหารเพื่อโภชนาการที่เหมาะสม


ปัจจัยในการสร้างเสริมสุขภาพเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าประกอบด้วยอาหารและโภชนาการ การออกกําลังกาย การคลายเครียด การพักผ่อนที่เพียงพอ และการหลีกเลี่ยงสารพิษไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ เหล้า สารพิษที่ปนมากับอาหาร และสิ่งแวดล้อมจากการที่สภาพความเป็นอยู่ ที่เปลี่ยนไป ทําให้วิถีการดําเนินชีวิตของผู้คนในยุคนี้แตกต่างจากยุคก่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดความเคลื่อนไหวและใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ขณะเดียวกันรูปแบบการได้รับอาหารก็เปลี่ยนไปความเข้าใจการเลือกบริโภคอาหารเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีจึงเป็นสิ่งที่ต้องทําความเข้าใจถึงพื้นฐานความต้องการและการนําไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย ก่อนอื่นควรทําความเข้าใจความหมายของอาหารและโภชนาการ อาหารคือสิ่งที่บริโภคเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย โภชนาการ จะกล่าวถึงขบวนการที่อาหารผ่านการย่อย การดูดซึม การนําไปใช้ การเก็บในร่างกายและการ ขับออกนอกร่างกาย ดังนั้นโภชนาการจึงเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของสารอาหารกับการทํางาน ของร่างกาย การป้องกันและรักษาโรค การชะลออาการของการเกิดโรค รวมถึงพฤติกรรมการ บริโภค คํากล่าวที่ว่า “You are what you eat” จึงเป็นข้อความที่บอกถึงความสัมพันธ์ของอาหาร ที่บริโภคกับผลที่เกิดในร่างกาย

สารอาหารและสารพลังงาน

การเลือกอาหารขึ้นกับความชอบเฉพาะตัวที่ถูกสร้างสมมาจากการเลี้ยงดูในครอบครัว สิ่งแวดล้อม อาหารตามกระแสและแฟชั่น อย่างไรก็ดี แนวคิดในการเลือกอาหารควรคํานึงถึงความพอเพียง สมดุลของสารพลังงานที่เหมาะสม และความหลากหลายเพื่อให้ได้สารอาหาร ครบตามความต้องการของร่างกาย ปัจจัยดังกล่าวจําเป็นต้องทําความเข้าใจเพื่อให้มั่นใจว่าได้ โภชนาการที่เหมาะสม สารอาหารที่กล่าวถึงก็คือสารเคมีที่พบในอาหาร ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน เกลือแร่ วิตามิน และน้ํา ซึ่งมีองค์ประกอบที่สําคัญคือ ธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน และไนโตรเจน ส่วนธาตุปริมาณน้อยในร่างกายซึ่งพบว่ามีความจําเป็นต่อการทํางาน ของเซลล์ร่างกายมีมากมาย เช่น แคลเซียม เหล็ก สังกะสี ซีลีเนียม เป็นต้น ดังนั้นองค์ประกอบหลักของอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย จึงได้จาก “สารพลังงาน” ซึ่งมาจากสารอาหาร คาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน นั่นเอง หน่วยพลังงานจากอาหาร : กิโลแคลอรี / กิโลจูล การวัดพลังงาน แต่เดิมนั้นเป็นการวัดความร้อนที่เกิดขึ้นจากการเผาผลาญอาหารใน ร่างกายจึงใช้หน่วยเป็นกิโลแคลอรี ซึ่งความหมายของกิโลแคลอรีก็คือ ปริมาณความร้อนที่ทําให้น้ํา 1 กิโลกรัม มีอุณหภูมิสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส และในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา เริ่มมีการปรับเปลี่ยนหน่วยวัดให้เป็นการวัดพลังงานในรูปของกิโลจูล

สัดส่วนพลังงานที่ควรได้รับ (Caloric distribution)

จากการที่ร่างกายได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันเป็นหลัก จึงจําเป็นต้องทราบสัดส่วนของสารพลังงานดังกล่าว เพื่อให้เหมาะสมและได้โภชนาการที่ดี การเลือกบริโภคอาหารจะเน้นการบริโภคคาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก เนื่องจากคาร์โบไฮเดรตเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานได้เร็ว ผ่านขบวนการย่อยและดูดซึมในรูปของกลูโคส และเก็บสะสมในรูปของไกลโคเจนบริเวณกล้ามเนื้อและตับ จากการที่ปริมาณการเก็บไกลโคเจนไม่มากนัก จึงจําเป็นต้องได้ในปริมาณที่มากเมื่อเทียบกับสารอาหารอื่นๆในส่วนของโปรตีน (Protein) ซึ่งเป็นสารอาหารที่จําเป็นในการสร้างกล้ามเนื้อ เอนไซม์ (สารเคมีที่ช่วยปฏิกริยาในร่างกาย) ฮอร์โมน (สารเคมีที่ทําหน้าที่ควบคุมการทํางานของเนื้อเยื่อ และอวัยวะในร่างกาย) รวมถึงการสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย ดังนั้นความจําเป็นที่จะได้รับโปรตีนจึง สําคัญมาก Protein มาจาก Protios (ภาษาละติน) ซึ่งหมายถึง Prime important (ความสําคัญ มาเป็นอันดับหนึ่ง) โดยทั่วไปความต้องการโปรตีนจะไม่มากนักเมื่อเทียบกับสารพลังงานอื่นไขมันเป็นสารที่ให้พลังงานสูง (9 กิโลแคลอรี/กรัม เมื่อเทียบกับคาร์โบไฮเดรต และ โปรตีน ซึ่งต่างก็ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี/กรัม) โดยทั่วไปไขมันมีการแทรกอยู่กับอาหาร โปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ รวมถึงการบริโภคไขมันที่ใช้ในการปรุงอาหาร ไม่ว่าจะเป็นไขมันพืช น้ํามันหมู เนย กะทิ เป็นต้น และเป็นที่น่าสังเกตก็คือ การบริโภคไขมันสูงจะทําให้ได้พลังงาน จากอาหารสูงไปด้วย อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงสารอาหารเพื่อเก็บเป็นสารพลังงานนั้นอย่าลืมว่า ทั้งคาร์โบไฮเดรต และโปรตีนที่เหลือจากที่ร่างกายนํามาใช้ในชีวิตประจําวัน จะถูกเก็บในรูป ของไขมันร่างกาย สิ่งเหล่านี้เป็นวิวัฒนาการของมนุษย์ในการเก็บพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (จากการเก็บไขมันใช้เนื้อที่น้อย) ทําให้ร่างกายเก็บพลังงานส่วนเกินในรูปของไขมันร่างกาย 

ความหมายและความสําคัญของผัก

 


ความหมายและความสําคัญของผัก

พืชผัก (Vegetable) มีรากศัพท์มาจากคําว่า Oloriculture คือ วิทยาการด้านการผลิตพืช ผัก (Vegerable Production) คือศึกษาทุกส่วนของพืชที่สามารถรับประทานได้ ทั้งสดและประกอบ อาหาร หรือแปรรูปก่อน ส่วนใหญ่เป็น ไม้เนื้ออ่อน (Herbaceous) หัวข้อเกี่ยวข้องกับการผลิตพืช ผัก ได้แก่ การผลิตผัก สามารถทําเป็นอาชีพส่วนตัว การจําแนกชนิดของพืชผัก การวางแผนการผลิต พืชผัก และเตรียมพื้นที่ปลูกได้อย่างเหมาะสม และสามารถอธิบายขั้นตอนการปลูกพืชผัก และ เลือกใช้วิธีการปลูกพืชได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งเข้าใจรายละเอียดขั้นตอนการเก็บเกี่ยวพืชผักและเก็บรักษาพืช

ความหมายพืชผัก

ผัก (Vegetable) หมายถึงตามหัวข้อต่อไปนี้

1. ส่วนที่รับประทานได้ "ผัก" หมายถึงอาหารที่สามารถรับประทานได้จากส่วนต่าง ๆ ของพืช ดังนี้

1.1 หัวบัลบ์ (Bulbs) คือส่วนของหัวที่เกิดจากการรวมตัวของใบที่ฐานลําต้น ขยายขนาด เพิ่มขึ้น อาจอยู่ใต้ดินหรือวางสัมผัสบนดิน ได้แก่ หอมแดง กระเทียม หอมหัวใหญ่ กุยช่าย

1.2 ช่อดอก (flower cluster) ผักส่วนใหญ่ ที่ใช้ช่อดอกเป็นส่วนบริโภคคือ บล็อคโคลี่ กระหล่ําดอก ซึ่งเกิดจากการอัดรวมกันเป็นหัว (head) สีเขียว ถึงเขียวเข้ม ในบล็อคโคลี่ แต่หากเป็นหัวขาว (Curd) คือส่วนที่เป็นดอกที่อัดแน่นของ ผักกะหล่ําดอก 1.3 ผล (fruits) คือส่วนที่หุ้มล้อมเมล็ด โดยที่เมล็ดเป็นผลผลิตจากพืชมีดอก นักพืชสวน พิจารณาผลที่รับประทานได้ของพืชล้มลุก เป็น "ผัก" ผลพืชที่เป็นผัก ได้แก่ แตงกวา (cucumber) มะเขือ (egg plant) แต่งเทศ (muskmelon) กระเจี๊ยบ (Okra) พริกยักษ์ (pepper) ฟักทอง (pumpkin) ถั่วแขก (snap bean) ฟักทองเทศ (Squashes) มะเขือเทศ (tomato) และ แตงโม (watermelon)

1.4 ใบ (leaves) ใบรับประทานเป็นผัก ได้แก่ กะหล่ําดาว (crussels Sprouts) กะหล่ําปลี (cabbage) เครซ (cress) เฮนลิฟ (endive) คะน้า (kale) ผักกาดหอม (lettuce) ผ้า กาดเขียว (mustard) และ ผักปวยเหล็ง (spinach) ผักบางชนิดปรุงก่อนรับประทาน แต่ สวนใหญ่ รับประทานสดในรูปแบบสลัด ผักอื่นฉ่าย (Celery) และ รูบาป (rhubarb) คือส่วนของก้านใบ (petiole) ที่เชื่อมใบกับกระจุกของต้น

1.5 ราก (root) จากที่รับประทานเป็นผัก อาจเป็นรากแขนง (fibrous roots) หรือเป็นราก แก้ว (taproots) กิ่งรากแขนงแผ่ไปใต้ดิน มันเทศ (Sweet potato) เป็นส่วนของราก แขนงที่ขยายใหญ่ขึ้น แล้วเจริญลงในแนวดิ่ง นอกจากนี้ พวก หัวบีท (beetroots) แครอท (carrot) และ ผักกาดหัวม้า (tworseradish)

1.6 เมล็ด (seeds) ได้แก่ ถั่วพี (Cowpea) ถั่วลันเตา (garden peas) ถั่วแขกต่าง ๆ 1.7 ลําต้น (stems) ลําต้นคือส่วนที่ค้ําจุนใบดอกและผลพวกที่เป็นลําต้นหลัก (main stems) 1.8 หัวต้นใต้ดิน (tubers) หัวทูเบอร์ เป็นลําต้นชนิดพิเศษ ที่เจริญอยู่ใต้ดิน ได้แก่มันฝรั่ง (potato) และ อาร์ติโชค (artichokes)

2. การประกอบอาหาร "ผัก" หมายถึงผักนํามาประกอบเป็นอาหารได้ทั้งบริโภคสด หรือ ผ่านการปรุงก่อน และผักอาจใช้เป็นส่วนประกอบหลัก เช่น อาหารสลัดผัก หรือเป็นส่วนประกอบ รอง ได้แก่ ประกอบอาหารอื่น

3. วงจรชีวิต " ผัก" เป็นสาขาด้านเกษตรศาสตร์ ด้านพืชสวน (Horticulture) จัดเป็น พืช อวบน้ํา อายุสั้น (herbaceuse plants) มีโครงสร้างเนื้อนุ่ม และสูญเสียน้ําได้เร็วกว่าผักที่เป็นไม้ยืน ต้น (trees) หรือไม่พุ่ม (shurb) ผักส่วนใหญ่มีวงจรชีวิตแบบอายุปีเดียว (annual) หรือมักจะปลูกได้ ฤดูกาลเดียวที่เหมาะสม

4. คุณค่าด้านการลดอาหาร “ผัก” ผักเป็นพืชที่นิยมใช้เพื่อการอดอาหารลดน้ําหนัก (diet) ในขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งกําเนิดของ วิตามิน เช่น niacin riboflavin thiamin และ วิตามินเอ วิตามินซี และแร่ธาตุสําคัญ คือแคลเซียม และเหล็ก และมีปริมาณสะสมพลังงาน ต่ํามาก

5. ความแตกต่างกับสาขาไม้ผล “ผัก” คือไม้ผลมีการเจริญในรอบปี บนต้นและมีเนื้อเยื่อ แข็ง ในบางกรณี การแยกระหว่าง แตงเทศ (melon) และแตงโม (water melon) นักพืชสวนจัดเป็น

ผัก เนื่องจากการปลูกดูแล มีลักษณะการเจริญเติบโตเป็น เถาเลื้อย และเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วจะตายไป ในที่สุด และต้องทําการเพาะเมล็ดปลูกใหม่ทุกครั้งเมื่อสภาพแวดล้มเหมาะสม

6. เปรียบเทียบกับพืชไร่ (field crop) "ผัก" ส่วนใหญ่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตในขณะยังสด ดิบ และมีความชื้นสูง ส่วนพืชไร่ จะเก็บเกี่ยวขณะเป็นเมล็ดพืช (grains) เช่น พวกถั่ว (pulse crop) พืชที่ให้น้ํามัน (oil crops) หรือพืชเพื่อเส้นใย (fiber crops)

7. สวนครัว ผักในความหมายในคําว่า ผักสวนครัว (home garden) ซึ่งกําลังได้รับความ นิยมปลูกแพร่หลายมากขึ้น และยังเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการทําอาหาร ทําให้เกิดความ เพลิดเพลิน สามารถเลือกการพ่นสารเคมีมีพิษ จึงมีคุณภาพ มีความปลอดภัยจากสารพิษเหล่านั้น ตัวอย่าง ผักที่นิยมทําเป็นผักสวนครัว ได้แก่ ถั่ว (bean) กะหล่ําปลี แตงกวา ผักกาดหอม หอมหัว ใหญ่ ผักกาดหัว ฟักทองเทศ (Squash) และมะเขือเทศ เป็นต้น

8. การแปรรูป เป็นพืชที่สามารถแปรรูป โดยมีตลาดที่มีกําลังนําเข้าสูง คือประเทศเอมริกา และคานาดา โดยส่งในรูป อาหารกระป๋อง (canned) การทําผักแห้ง (dehydrated) ผักแช่แข็ง (frozen) หรือการแปรู(processec) ผักแปรรูปที่ได้รับความนิยมในการแปรรูป เช่นถั่วลันเตา มัน ฝรั่ง ถั่วแขก (Snap bean) ข้าวโพดหวาน และมะเขือเทศ ส่วนรูปแบบที่นิยมบริโภคสดได้แก่กะหล่ําปลี แครอท ผักกาดหอม หอมหัวใหญ่ และมะเขือเทศ


วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2566

ความสําคัญของการผลิตพืชผัก

 ความสําคัญของการผลิตพืชผัก

พืชผักและเห็ดเป็นอาหารที่มีความสําคัญต่อการบริโภคของมนุษย์จาการรายงานขององค์ การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ในปี 2537 พบว่าการผลิตผักของทั้งโลกมีปริมาณ ทั้งสิ้น 485.55 ล้านตัน ของการผลิตโลก แหล่งผลิตอยู่ในแถบเอเชียแปซิฟิคซึ่งผลิตผักได้ 269.06 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 53.97 ของการผลิตโลก ประเทศไทยจัดเป็นผู้ผลิตรายหนึ่งในแถบเอเชีย แปซิฟิค ไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 11 ซึ่งประเทศไทยมีพื้นที่การผลิตผักโดยเฉลี่ยปีละประมาณ 2-3 ล้านไร่ ผลผลิตรวมประมาณ 4 ล้านตัน

พืชผักเป็นสินค้าที่มีความสําคัญเพราะนอกจากจะเป็นพืชอาหารที่อุดมด้วยวิตามินและ เกลือแร่ต่าง ๆ ที่จําเป็นต่อร่างกายเป็นอาหารที่มีแคลอรี่ต่ํา และมีราคาไม่แพงแล้วแนวโน้มความ ต้องการพืชผักยังเพิ่มมากขึ้นตามจํานวนประชากรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต นอกจากนี้พืชผักยังมี

บทบาทที่สําคัญในการจ้างงานเป็นแหล่งที่มาของรายได้ ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องแก่ชนบท

อย่างมากมาย และทํารายได้ให้ประเทศปีละหลายพันล้านบาท

สถานการณ์พืชผักของประเทศไทย

1. การผลิต ลักษณะการผลิต ประเทศไทยมีการผลิตพืชผักไม่น้อยกว่า 70 ชนิด 

2. ผักประเภทกินใบและลําต้น ได้แก่ คะน้า กวางตุ้ง ผักกาดขาว กะหล่ําปลี ผักบุ้งจีน ผักกาดเขียวปลี และหน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น

3. ผักประเภทกินดอกและผล ได้แก่ กะหล่ําดอก มะเขือเทศ พริก ถั่วฝักยาว ข้าวโพดฝัก อ่อน ข้าวโพดหวาน แตงกวา และกระเจี๊ยบเขียว เป็นต้น

4. ผักประเภทกินหัวและราก ได้แก่ กระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ ผักกาดหัว และมัน เทศ เป็นต้น ผลผลิตพืชผักจะออกสู่ตลาดตลอดทั้งปี แต่จะมีปริมาณมากที่สุดในช่วงฤดูหนาวคือระหว่างเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ ของทุกปีเนื่องจากเป็นช่วงที่มีอากาศเหมาะสมต่อการเพาะปลูก โดย เฉพาะผักประเภทกินใบและต้นส่วนฤดูฝนและฤดูร้อน ปริมาณผลผลิตจะลดลงเนื่องจากมีปริมาณ น้ําฝนมากในฤดูฝนทําให้ผักเน่าเสีย และในช่วงฤดูร้อนอากาศแห้งแล้งมากทําให้การระบาดของแมลงมาก ทําความเสียหายกับผักในแปลงปลูกมากเช่นกัน

แหล่งผลิตพืชผัก

แหล่งผลิตผักสดกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ ในแต่ละแหล่งผลิตจะผลิตผักชนิดต่าง ๆ กัน ตามความเหมาะสมของภูมิอากาศและภูมิประเทศในแต่ละภาค ที่สําคัญดังนี้ 1. ภาคกลางและภาคตะวันตก แหล่งปลูก คือจังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี กรุงเทพฯ นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง สระบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ชนิดผักที่ผลิต ได้แก่ ผักคะน้า ถั่วฝักยาว มะระจีน แตงกวา ผักกาดขาว กวางตุ้ง ผัก กาดหัว ข้าวโพดฝักอ่อน กระเจี๊ยบเขียว และหน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น

2. ภาคเหนือ

แหล่งปลูก คือจังหวัด เชียงใหม่ เชียงราย ลําพูน เพชรบูรณ์ และตาก

ชนิดผักที่ผลิต ได้แก่ ถั่วลันเตา กะหล่ําปลี ถั่วแขก ผักกาดหอม มะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ กระเทียม หอมแดง มันฝรั่ง เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งผลิตผักเมืองหนาวหลายชนิด เช่น กระเทียมต้น แครอท แรดิช และผักสลัดชนิดต่าง ๆ เป็นต้น

3. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

แหล่งปลูก คือจังหวัดหนองคาย สกลนคร นครพนม บุรีรัมย์ นครราชสีมา อุดรธานี และ ชนิดผักที่ผลิต ได้แก่ผลิตมะเขือเทศอุตสาหกรรม พริก ข้าวโพดฝักอ่อน และแต่งไม่ พื้นที่ปลูกและผลผลิต

จากสถิติการปลูกพืชผักของกรมส่งเสริมการเกษตรในปี 2538/2539 ประเทศไทยมีพื้นที่ ปลูกผักเศรษฐกิจ ทั้งสิ้น 3,093,858 ไร่ ผลผลิตรวม 4.8 ล้านตัน อัตราเฉลี่ยของพื้นที่ปลูกและผล ผลิตรวมของพืชผักในรอบ 5 ปี ที่ผ่านมา (2534 / 35-25381 39) มีอัตราการเพิ่มเฉลี่ยร้อยละ 12.54 และ 11.56 ตามลําดับ

2. การตลาด

2.1 การใช้บริโภคภายในประเทศ

ผลผลิตพืชผักที่ผลิตได้ ในแต่ละปีจะใช้บริโภคภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่คือ ประมาณ2 3 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 90 - 95 ของผลผลิตทั้งหมด จากการสํารวจสํามะโนประชากรของ สํานักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าคนไทยมีการบริโภคพืชผ้ากันประมาณ 40 - 50 กิโลกรัมต่อปี ซึ่งนับ ว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับคนญี่ปุ่น หรือคนจีนซึ่งมีการบริโภคพืชผักมากกว่า 100 กิโลกรัมต่อคนต่อปี

การส่งออก

ประเทศไทยมีการส่งออกพืชผักทั้งในรูปผักสด ผักแช่แข็ง ผักกระป๋อง ผักแช่น้ําเกลือ ผัก ดองน้ําส้ม และผักตากแห้ง ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมากล่าวคือตั้งแต่ปี 2535 - 2539 การส่งออกพืชผัก มีปริมาณและมูลค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากปี 2535 ซึ่งมีการส่งออกในปริมาณทั้งสิ้น 266,979 ตัน มูล ค่ารวม 5,544.9 ล้านบาท และในปี 2539 มีการส่งออกในปริมาณทั้งสิ้น 225,600 ตัน มูลค่ารวม 8,264.4 ล้านบาท อัตราการส่งออกเฉลี่ย ในรอบ 5 ปี มีปริมาณเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 6.45 และมูลค่าเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 10.7

วันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2566

โรคตับจากการดื่มแอลกอฮอล์


 โรคตับจากการดื่มแอลกอฮอล์ (alcoholic liver disease) เป็นสาเหตุ หลักของโรคตับเรื้อรังในปัจจุบัน โดยผลสํารวจของสํานักงานสถิติแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2550 พบว่าประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป จํานวน 14.9 ล้านคนดื่ม แอลกอฮอล์ หรือร้อยละ 29 ประชากรไทยดื่มสุราเฉลี่ยวันละ 100 กรัม โดยมี ยอดปริมาณสุราที่เสียภาษีสรรพสามิตจํานวน 2,309 ล้านลิตร ซึ่งมากกว่า ประชากรในประเทศอื่นๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกามีประชากรร้อยละ 7.4 ที่ดื่มสุราปริมาณมาก จนเป็นโรคตับจากแอลกอฮอล์และโรคพิษสุราเรื้อรัง (alcoholic dependent) อัตราการเสียชีวิตของโรคตับเนื่องจากแอลกอฮอล์สัมพันธ์กับปริมาณแอลกอฮอล์ที่ดื่มพบว่าการดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 1 ลิตร จะเพิ่มโอกาสของการเป็นตับแข็งร้อยละ 14 ในผู้ชายและร้อยละ 8 ในผู้หญิง การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากพออาจทําให้เกิดความผิดปกติใน ตับตั้งแต่เกิดไขมันสะสมในตับ (simple steatosis) จนกลายเป็นตับแข็ง ปัจจัยที่ มีผลต่อการดําเนินโรคคือ ปริมาณ ระยะเวลา และชนิดของแอลกอฮอล์ที่ดื่ม รูปแบบการดื่ม เพศ เชื้อชาติ และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น โรคอ้วน ภาวะไขมัน สะสมในตับ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง และปัจจัยทางพันธุกรรมคือโรคตับจากแอลกอฮอล์ แบ่งตามลักษณะทางพยาธิวิทยาได้ 3 กลุ่ม

1. ภาวะไขมันสะสมในตับ (fatty liver หรือ simple steatosis)

2. โรคตับอักเสบ (alcoholic hepatitis)

3. โรคตับแข็ง (chronic hepatitis with hepatic fibrosis or cirrhosis) ภาวะไขมันสะสมในตับพบเป็นส่วนใหญ่ร้อยละ 90 ของคนที่ดื่ม แอลกอฮอล์มากกว่าวันละ 60 กรัม ผู้ป่วยมักไม่มีอาการ และไขมันสามารถ หายได้เองภายหลังหยุดดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลา 4-6 สัปดาห์ แต่มีผู้ป่วยส่วน น้อยร้อยละ 5-15 ที่อาจมีการดําเนินโรคเป็นตับแข็งทั้งที่หยุดดื่มแอลกอฮอล์ แล้ว ผู้ป่วยที่ยังดื่มแอลกอฮอล์ ประมาณร้อยละ 30 จะเกิดพังผืดในตับและ ตับแข็ง โดยมักเกิดพังผืดสะสมบริเวณ perivenular ก่อน และกระจายไปทั่วตับ ทําให้เกิดตับแข็งชนิด micronodular หรือ mixed micro และ macronodular ผู้ป่วยร้อยละ 10-35 เกิดภาวะตับอักเสบ ซึ่งมีโอกาสเป็นตับแข็งมาก กว่าผู้ป่วยที่มีเพียงภาวะไขมันสะสมในตับเท่านั้นมากถึง 9 เท่า และในผู้ป่วยที่ มีอาการรุนแรง มักเสียชีวิตร้อยละ 40 ภายใน 6 เดือน มีการศึกษาในผู้ป่วยที่ หยุดดื่มสุราเป็นเวลา 18 เดือนพบว่า ผู้ป่วยร้อยละ 27 มีลักษณะทางพยาธิของตับกลับเป็นปกติ ผู้ป่วยร้อยละ 18 มีการดําเนินโรคไปเป็นตับแข็ง และผู้ป่วยที่ เหลือยังคงมีตับอักเสบอยู่ ปัจจัยเสี่ยงปัจจัยสําคัญที่สุดของการเกิดโรคตับจากแอลกอฮอล์คือปริมาณ อุบัติการณ์ของการเกิดโรคตับเพิ่มขึ้นในคนที่ดื่มแอลกอฮอล์มานาน 10 ปี ในปริมาณที่มากกว่าวันละ 60-80 กรัมในผู้ชาย และมากกว่า 20 กรัมในผู้หญิง แต่พบว่ามีเพียงร้อยละ 6-41 ที่เกิดโรคตับอักเสบจาก แอลกอฮอล์ แต่การศึกษาหนึ่งพบว่าอุบัติการณ์การเกิดโรคตับเพิ่มขึ้นในคนที่ ดื่มแอลกอฮอล์มากกว่าวันละ 30 กรัม หรือดื่มแอลกอฮอล์สะสมมากกว่า 100 กิโลกรัม ผู้ป่วยที่ดื่มแอลกอฮอล์มากกว่าวันละ 30 กรัม มีโอกาสเกิดตับแข็ง เพิ่มขึ้น 13.7 เท่า ชนิดของแอลกอฮอล์มีผลต่อการเกิดโรคตับ มีการศึกษาในชาวเดนมาร์ก 30,000 คน พบว่าการดื่มเบียร์และเหล้ามีโอกาสเกิดโรคตับมากกว่าการ ดื่มไวน์ นอกจากนี้รูปแบบของการดื่มแอลกอฮอล์ก็มีผลต่อการเกิดโรคตับ ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์โดยไม่ได้รับประทานร่วมด้วย มีโอกาสเกิดโรคตับมากกว่าผู้ที่ ดื่มแอลกอฮอล์พร้อมอาหาร 2.7 เท่าผู้หญิงที่ดื่มแอลกอฮอล์มีโอกาสเกิดโรคตับมากกว่าผู้ชาย 2 เท่า โดย เกิดโรคตับภายหลังดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่น้อยกว่า และใช้ระยะเวลาที่สั้น

กว่าผู้ชาย มีหลายการศึกษาพบว่าระดับของแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้หญิง แตกต่างจากผู้ชาย ซึ่งเกิดจากระดับของ gastric alcohol dehydrogenase ที่ต่าง กัน ปริมาณไขมันสะสมในร่างกายของผู้หญิงที่มากกว่าและการเปลี่ยนแปลงของการดูดซึมแอลกอฮอล์ขณะมีประจําเดือนผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เท่ากันพบว่าคนผิวดํา และ ชาว hispanic มีโอกาส เกิดโรคตับเนื่องจากแอลกอฮอล์มากกว่าชาวผิวขาว และอัตราตายจากโรคตับ เนื่องจากแอลกอฮอล์พบมากในผู้ป่วยชาว hispanic ดังนั้นเชื้อชาติจึงมีผลต่อ การเกิดและการดาเนินโรค

ภาวะทุพโภชนาการและโรคอ้วนมีผลกับโรคตับจากการดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ป่วยที่มี protein calorie malnutrition ร่วมด้วย พบมีอัตราการตาย ร้อย ละ 80 มากกว่าผู้ป่วยที่ไม่ขาดสารอาหารซึ่งพบเพียงร้อยละ 50 การขาด วิตามินเอ และ วิตามินอี ทําให้โรคตับจากแอลกอฮอล์เป็นรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยที่ ดื่มแอลกอฮอล์และมีน้ําหนักตัวมากกว่าปกติ หรือโรคอ้วน มีโอกาสเป็นโรคตับ มากกว่าผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์และมีน้ําหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติโรคตับเนื่องจากแอลกอฮอล์พบมากในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของยีนที่ควบคุม alcohol dehydrogenase, acetaldehyde dehydrogenase และ cytochrome P450 ทําให้ตับผลิต endotoxin ในร่างกายมากขึ้น ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังที่ดื่มแอลกอฮอล์จะเกิดโรคตับที่รุนแรงขึ้น เริ่มมีตับอักเสบตั้งแต่อายุน้อย และมีอายุขัยลดลง เมื่อเปรียบเทียบ กับผู้ป่วยที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังที่ ดื่มแอลกอฮอล์จะเกิดโรคตับแข็งมากกว่าผู้ป่วยที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ถึง 30 เท่า ดังนั้นควรแนะนําให้ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบเรื้อรังงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด

โรคหัวใจขาดเลือด

 


ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดจํานวนหนึ่งจะไม่ปรากฏอาการแต่อย่างใด (silent myocardial ischemia or silent

myocardial infarction) ซึ่งจะพบบ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะได้รับการวินิจฉัยโรคหัวใจขาดเลือดโดยบังเอิญจาก การตรวจร่างกายประจําปีเช่นจากการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดมีอาการเจ็บเค้นอกที่เป็น ลักษณะเฉพาะ (Typical angina pectoris) ตรงตามตําราโดยสมบูรณ์เพียงประมาณร้อยละ 30 ดังนั้นจึงควรพยายามหา หลักฐานการวินิจฉัยโรคนี้ในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงที่มาด้วยอาการที่ไม่ชัดเจนด้วย อาการนําที่สําคัญของโรคหัวใจขาดเลือดที่ทําให้ผู้ป่วย

มาพบแพทย์มีดังนี้

1. กลุ่มอาการเจ็บเค้นอก

2. เหนื่อยง่ายขณะออกแรง

3. กลุ่มอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง

4. อาการเนื่องจากความดันโลหิตต่ําเฉียบพลัน

5. อาการหมดสติหรือหัวใจหยุดเต้น

1. กลุ่มอาการเจ็บเค้นอก (angina pectoris)

ประกอบไปด้วย อาการเจ็บแน่นหรืออึดอัดบริเวณหน้าอก หรือปวดเมื่อยหัวไหล่หรือปวดกราม หรือจุกบริเวณลิ้นปี่ เป็น มากขณะออกกําลัง ซึ่งอาการเจ็บเค้นอกที่เป็นลักษณะเฉพาะของโรคหัวใจขาดเลือด คือ อาการเจ็บหนัก ๆ เหมือนมีอะไรมาทับหรือ รัดบริเวณกลางหน้าอกใต้กระดูก sternum อาจมีร้าวไปบริเวณคอ กราม ไหล่ และแขนทั้ง 2 ข้างโดยเฉพาะข้างซ้าย เป็นมากขณะ ออกกําลังเป็นนานครั้งละ 2-3 นาที เมื่อนั่งพักหรืออมยา nitroglycerin อาการจะทุเลาลง

คําาแนะนําาสําาหรับการวินิจฉัยโรค

1. อาจวินิจฉัยได้จากประวัติ ในผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บเค้นอกที่มีลักษณะเฉพาะ โดยยืนยันการวินิจฉัยจากคลื่นไฟฟ้า หัวใจของผู้ป่วยขณะมีอาการเทียบกับขณะที่ไม่มีอาการ การดูลักษณะคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะพักเพียงอย่างเดียวอาจ ไม่ช่วยในการวินิจฉัยโรค (ความไวในการวินิจฉัยโรคจากคลื่นไฟฟ้าหัวใจมีเพียงร้อยละ 50) หากยังสงสัยโรคหัวใจ ขาดเลือดให้พิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกําลังกาย (exercise stress test)

เป็นต้น

2. ควรทําการวินิจฉัยแยกโรค ในผู้ป่วยที่มีอาการต่างไปจากลักษณะเฉพาะของอาการเจ็บเค้นอกที่กล่าวข้างต้น โรคที่ให้ อาการคล้ายคลึงกันเช่น โรคหลอดเลือดแดงใหญ่แทรกเซาะ (aortic dissection) โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ โรคลิ่ม เลือดอุดตันในปอดเฉียบพลัน (acute pulmonary embolism) โรคกระเพาะ โรคกล้ามเนื้อหรือกระดูกอักเสบ บริเวณหน้าอก โรคระบบทางเดินหายใจ โรคถุงน้ําดีอักเสบ ตับอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ โรคงูสวัด โรคจิตประสาทซึ่ง ควรให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัยแยกโรค หากไม่แน่ใจให้พิจารณาส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม ต้องรีบตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตรวจทางห้องปฏิบัติเพิ่มเติมที่จําเป็น และให้การรักษาเบื้องต้นตามสภาพ ผู้ป่วยทันที พร้อมทั้งให้การรักษาเฉพาะหรือส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลที่มีความพร้อมโดยเร็วที่สุด

3. ควรตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจซ้ํา เพื่อช่วยในการวินิจฉัยและประเมินความรุนแรงของโรค ในผู้ป่วยที่สงสัยภาวะหัวใจขาด เลือดเฉียบพลัน และควรตรวจ troponin ในโรงพยาบาลที่มีความพร้อม เพื่อช่วยตัดสินใจให้ผู้ป่วยกลับบ้านหรือ อยู่สังเกตอาการต่อ โดยหากผู้ป่วยหายจากอาการเจ็บเค้นอกและผลการตรวจ troponin ได้ผลลบติดต่อกัน 2 ครั้ง ห่างกัน 4 ชั่วโมง หรือ 1 ครั้งหากตรวจหลังจากเจ็บเค้นอกเกิน 9 ชั่วโมง สามารถให้การรักษาและนัดตรวจติดตาม ผลแบบผู้ป่วยนอกได้

4. อาจสงสัยว่าอาการเจ็บเค้นอกนั้นมีสาเหตุมาจากโรคหัวใจขาดเลือด ในผู้ป่วยมีอาการเจ็บเค้นอกและเคยได้รับการ ตรวจพิเศษทางระบบหัวใจที่มีความแม่นยําในการวินิจฉัยโรคหัวใจขาดเลือด เช่น การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ (coronary angiography) แสดงการตีบของหลอดเลือดที่มากกว่าร้อยละ 50 ของเส้นผ่าศูนย์กลางอย่างน้อย 1 แห่ง หรือพบลักษณะของกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการตรวจคลื่นเสียงสะท้อนของหัวใจ (echocardiography) หรือ เคยได้รับการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือด (percutaneous coronary intervention) หรือ การผ่าตัดทางเบี่ยง หลอดเลือดหัวใจ (coronary artery bypass graft surgery) มาก่อน แต่อย่างไรก็ตามควรทําการวินิจฉัยแยก โรคจากอาการเจ็บเค้นอกตามที่กล่าวในข้อ 2 ไว้ด้วย

คําแนะนําสําหรับการรักษาเบื้องต้น แบ่งตามความรุนแรงของโรคได้ 2 กลุ่มคือ

1. กลุ่มภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรได้รับการดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤตทั่วไป (intensive care unit, ICU) หรือ หอผู้ป่วยวิกฤตโรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary care unit, CCU) โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อยคือ

1.1 กลุ่ม non-ST elevation acute coronary syndrome ได้แก่ non-ST elevation myocardial infarction และ unstable angina มีแนวทางการรักษาผู้ป่วยเบื้องต้นดังนี้

1) ต้องรักษาโดยการให้ aspirin ทุกราย เว้นแต่มีข้อห้ามอาจใช้ยาในกลุ่ม thienopyridine แทน และอาจพิจารณาให้ ยากลุ่ม thienopyridine ร่วมกับ aspirin เนื่องจากมีหลักฐานการวิจัยทางคลินิกสนับสนุนว่าการให้ clopidogrel ร่วมกับ aspirin ทําให้การพยากรณ์โรคดีขึ้น แต่อาจมีโอกาสเกิดเลือดออกผิดปกติเพิ่มขึ้น

2) ควรได้รับยา unfractionated heparin หรือ low molecular weight heparin เป็นเวลา 3-5 วัน และยา บรรเทาอาการเจ็บเค้นอก (antianginal drugs) ได้แก่ nitrates, beta-blockers แต่ไม่ควรใช้ short acting dihydropyridine calcium channel blockers

3) ควรพิจารณาให้ยากลุ่ม narcotics หรือ analgesics ในรายจําเป็นตามข้อบ่งชี้

4) ต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของอาการทางคลินิกและคลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็นระยะ หากอาการเจ็บเค้นอกไม่ทุเลาหรือ เป็นซ้ําหรือมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ช็อกเหตุหัวใจ (cardiogenic shock), ภาวะหัวใจล้มเหลวที่รุนแรง, หัว ใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง ควรพิจารณาขยายหลอดเลือดหัวใจ หรือส่งผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลที่มีความพร้อม 1.2 กลุ่ม ST-elevation acute coronary syndrome (ST-elevation myocardial infarction) มีแนวทางการรักษา ผู้ป่วยเบื้องต้นดังนี้

1) ต้องรักษาผู้ป่วยด้วยยาต้านเกล็ดเลือดทุกรายในทํานองเดียวกันกับข้อ 1.1

2) ต้องรักษาผู้ป่วยด้วยยาละลายลิ่มเลือด (thrombolytic agent) หรือต้องทําการการขยายหลอดเลือดหัวใจชนิด ปฐมภูมิ (primary percutaneous transluminal coronary angioplasty, primary PTCA) ใน สถานพยาบาลที่มีความพร้อม หากไม่พบข้อห้าม

เป้าหมายสําคัญ คือ ต้องเปิดหลอดเลือดที่ทําให้กล้ามเนื้อหัวใจตายภายใน 6 ชั่วโมง หลังจากมีอาการเจ็บ เค้นอก หรือ อย่างช้าไม่เกิน 12 ชั่วโมง ในกรณีที่ผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลเกิน 12 ชั่วโมง อาจไม่จําเป็นต้องเปิด

หลอดเลือดทันทีเพราะไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าได้ประโยชน์ อย่างไรก็ตามหากผู้ป่วยยังมีอาการเจ็บเค้นอกอยู่อาจ

พิจารณาขยายหลอดเลือดหัวใจชนิดปฐมภูมิหรือส่งต่อไปยังสถานพยาบาลที่มีความพร้อมโดยเร็วที่สุด

3) กลุ่มภาวะเจ็บเค้นอกคงที่ ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถรักษาแบบผู้ป่วยนอกได้โดยมีแนวทางการรักษาผู้ป่วยเบื้องต้นดังนี้ 1) ควรให้ยาต้านเกล็ดเลือด ร่วมกับการปรับให้เกิดความสมดุลระหว่าง Oxygen demand และ Supply ของ กล้ามเนื้อหัวใจ ได้แก่การให้ยาบรรเทาอาการเจ็บเค้นอก การลดความดันในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง, การควบคุม น้ําหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน, การให้คําแนะนําในการออกกําลังในระดับที่เหมาะสม เพื่อควบคุมอาการเจ็บเค้นอก 2) อาจพิจารณาส่งตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกําลังกาย เพื่อแยกระดับความรุนแรงของโรค ในผู้ป่วยที่ควบคุม อาการได้ไม่ดีเท่าที่ควรด้วยวิธีข้างต้น หรือสงสัยว่ามีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจ ควรพิจารณาส่งต่อผู้ป่วยเพื่อถ่ายภาพเอกซเรย์หลอดเลือดหัวใจในกรณีที่ผลการทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออก กําลังกายผิดปกติในระดับรุนแรง ซึ่งบ่งถึงการทํานายโรคที่ไม่ดี

4) ควรให้การรักษาตามแนวทางป้องกันโรคหลอดเลือดแดงแบบทุติยภูมิ ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

 

วันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2566

อาหารบำรุงสมองและการดูแลรักษา

 อาหารบำรุงสมอง



อาหารที่เป็นประโยชน์และบำรุงสมองนั้นต้องมีส่วนประกอบหลายประการที่สามารถช่วยกระตุ้นสมองและรักษาสุขภาพสมองได้ ดังนี้:

1.ไขมันดี (Good Fats): ไขมันดีนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับสมองของเรานั้นอย่างมาก เพราะไขมันดีจะช่วยไปบำรุงหลอดเลือดในสมองช่วยลดและป้องกันของโรคหลอดเลือดในสมองตีบได้ แต่ไขมันดีนั้นไม่สามารถพบได้จากอาหารโดยปกติทั่วไปแต่จะพบในอาหารบางชนิดเท่านั้น เช่น ปลามัน (และน้ำมันปลา), น้ำมันมะพร้าว, และมันม่วงอมตะไคร้.

2.สารต้านอนุมูลอิส (Antioxidants): ส่วนมากจะพบได้ในผลไม้และผักชนิดต่างๆซึ่งให้สารต้านอนุมูลอิสที่สามารถช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์สมองและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์สมองได้ นอกจากนั้นยังสามารถบำรุงสอมงของเราได้อย่างดีทำให้ไม่เครียดและสมองปลอดโปร่ง สว่นมากจะพบในผลได้ เช่น บลูเบอร์รี, สตรอเบอรี, และเวิลไลท์

3.วิตามินและแร่ธาตุ: วิตามิน Bชนิดต่างๆ (เช่น B6, B9, B12), วิตามิน C, วิตามิน E, เหล็ก, และสังกะสี เป็นต้น

วิตามินและแร่ธาตุต่างๆๆที่กล่าวมานั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับสมอง เพราะว่าสมองของคนเรานั้นในแต่ละวันนั้นถูกใช้หรือทำงานหนักมาก สมองของเรานั้นจำเป็นที่จะต้องพักผ่อนตอนกลางคืนเวลานอน วิตามินและแร่ธาตเหล่านั้นจึงจำเป็นอย่างมากเพื่อใช้สำหรับบำรุงสมองเวลาเรานอนหลับ

4.โปรตีน: โปรตีนนั้นจะเข้าไปช่วยในส่วนของการซ่อมแซมเซลล์ของสมอง ทำให้สมองทำงานได้อย่างเต็มที่สมองไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป ส่วนโปรตีนนั้นมักจะพบมากในอาหารต่างๆ เช่น ไข่, เนื้อสัตว์, ถั่ว, มังสวิรัติ, และปลา.

5.กรดไขมันโอเมก้า-3 (Omega-3 Fatty Acids): นั้นจะช่วยในส่วนของการบำรุงสมองและหลอดเลือดเพราะว่าหลอดเลือดนั้นเป็นสิ่งสำคัญในการหล่อเลี้ยงสมอง ช่วยในการดักจับไขมันและลดการอุดตันในหลอดเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงสมอง กรดไขมันโอเมก้า3 จะพบมากในปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน, ปลาทูน่า, และน้ำมันปลา เป็นแหล่งกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่สำคัญสำหรับสมอง.

6.แอนตีโอกิแลต: พบในช็อกโกแลตแท้ แอนตีโอกิแลตมีสารฟลาโวนอยด์และคาเฟอีนที่สามารถกระตุ้นสมองได้.

7.คาเฟอีน: คาเฟอีนนั้นมีประโยชน์ในส่วนของการกระตุ้นสมองให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งคาเฟอีนนั้นจะพบมากในในกาแฟและชา แต่เรานั้นก็ต้องควบคุมในการรับประทานให้เหมาะสมไม่ควรกิรมากจนเกินไป

8.ถั่วเหลือง: ถั่วเหลืองเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีและมีโพลีเฟนอล, ที่ช่วยเพิ่มระดับสารสื่อสารสมอง.

การบำรุงสมองไม่เพียงแค่การบริโภคอาหารที่ถูกต้องแต่ยังเกี่ยวข้องกับการรักษาพฤติกรรมที่ดี เช่น การออกกำลังกาย, การพักผ่อน, การนอนพักผ่อนที่เพียงพอ